การเดินทางพักผ่อนไปตามที่ต่างๆ แบบที่เรานั้นอยากจะไปพบเห็นนั้นมันเป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นใฝ่ฝันที่อยากจะไปและใช้วันหยุดให้คุ้มค่าในการหยุดพักผ่อน

ซึ่งตลาดการเดินทางที่เราจะไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ นั้นเราอาจจะได้รับชมในที่ต่างๆ ซึ่งตลอดการเดินทางนั้นอาจเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งตลอดการเดินทางนั้นเราไม่รู้และคาดเดาได้เลยว่าเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

แต่สิ่งที่สำคัญนั้นอยู่ที่เสน่ห์ของการเดินทางที่เรานั้นจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และสิ่งต่างๆที่ไม่อาจลืมเลือน ได้เลยในช่วงนี้ที่กำลังจะเป็นปลายฝนต้นหนาวของประเทศไทยที่ไม่ได้ร้อนอะไรมากนักเหมือนช่วงเดือนเมษา ซึ่งเป็นโอกาศที่เหมาะต่อการเดินทางในช่วงนี้

สถานที่แนะนำในการท่องเที่ยว

อาจจะเป็นสถานที่ที่คุณเองนั้นต่างไม่เคยได้รู้จักหรือได้พบเห็นเพราะเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครได้รู้จักและเป็นที่ที่นิยมกันในช่วงหน้าฝนแบบนี้ หลายคนต่างๆอาจจะสงสัยว่าทำไมหน้าฝนแบบนี้จะหน้าท่องเที่ยวยังไง

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีสถานที่ต่างๆที่ต้องการหน้าฝนเป็นอย่างมาก เช่นทุ่งดอกกระเจียว ซึ่งอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ และที่สำคัญนั้นดอกกระเจียวเป็นชนิดพืชตระกูลเดียวกับข่าและดอกของกระเจียวนั้นจะมีความสวยงานมาก ซึ่งความเด่นของเจ้าดอกกระเจียวนั้นจะมีดอกเป็นสีชมพูซ้อนกันอย่างสวยงานเป็นชั้นๆ

ซึ่งเกิดมาจากหน้าฝนนั้นเจ้าต้นดอกกระเจียวต่างก็จะได้รับน้ำเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้เจ้าต้นดอกกระเจียวนั้นออกดอกเป็นสีชมพูและออกเยอะที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากที่เคยมีแต่ต้นหญ้าเขียวๆ ก็จะมีเจ้าต้นดอกกระเจียวออกดอกเป็นสีชมพูมากยิ่งขึ้นและมีสีที่สดใสมาก อีกทั้งเจ้าต้นดอกกระเจียวนั้นยังแข่งกันชูต้นรับแสงแดดที่กินพื้นที่ภูเขาทั้งหมด ซึ่งเป็นขอบเขตของพื้นที่ดงพญาเย็นที่เป็นป่าผืนป่าแห่นี้ที่มีความอุดมสมมาก

หากใครที่สนใจหรืออยากจะไปเที่ยวถ่ายรูปต่างๆ

ที่ทุ่งดอกกระเจียวเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ ต้องขอบอกเลยนะครับว่าท่านใดที่ได้ไปเที่ยวที่ทุ่งดอกกระเจียวนั้นจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ซึ่งการเดินทางนั้นก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากนักรับรองด้วยความสวยงามของทุ่งดอกกระเจียว

เส้นทางในการเดินทางนั้นโดยเริ่มต้นที่กรุงเทพมุ่งหน้าสู่เส้นทางสระบุรีโดยเดินทางด้วยเส้นทางถนนพหลโยธินจนถึงจังหวัดลพบุรีโดยสังเกตุแยกลำสนธิพอถึงแยกลำสนธิให้เลี้ยวขวาตามป้ายหรือลูกศรที่มีบอกด้านข้างเส้นทาง ขับตรงตามเส้นทางมายังอำเภอเทพสถิตเขตจังหวัดชัยภูมิ  เราจะเห็นทุ่งดอกกระเจียวและนี่ก็ถึงถิ่นของดอกกระเจียวนั่นเอง

หรือเราจะเปิดgpsเพื่อนำเส้นทางในการเดินทาง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเดินทาง

 

สนับสนุนโดย วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

          ก่อนหน้านี้เคยแนะนำแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศพม่าไปบ้างแล้ว ทั้ง  Lord Loughborough Island , Lord Heaven Island , Horseshoe Island ,   Nyaung Oo Phee Island และ Cock Comb Island วันนี้เราจะมาหาที่เที่ยวทางทะเลเพิ่มเติมกันอีก อย่างที่บอกว่าทะเลของพม่านั้นสวยงามมากทั้งบนบกและในน้ำ สีของน้ำทะเลที่เป็นสีฟ้าคราม เกาะต่างๆที่ยังคงรักษาธรรมชาติใต้น้ำไว้ได้อย่างสมบูรณ์เหมาะอย่างยิ่งที่เราจะพาครอบครัวมาพักผ่อน

เรามาดูกันว่าพม่ายังมีทะเลอะไรสวยๆรอเราให้ไปสัมผัสกันอีกค่ะ

  1. Cock Burn Island   สำหรับที่เกาะแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ไปเที่ยวมากอีกเกาะหนึ่งก็ว่าได้เพราะที่นั่งสามารถนั่งเรือจากฝั่งไทยไปที่เกาะใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เราก็จะได้สัมผัสกับความสวยงามของปะการังใต้น้ำและหาดทรายที่ขาวสะอาดน้ำทะเลสีฟ้าครามสดใสได้แล้ว สำหรับเกาะแห่งนี้นักท่องเที่ยวต่างยกย่องให้เป็นราชาแห่งทะเลอันดามันเพราะมีความสวยงามมาก นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเรียกที่นี่ว่าเกาะช้างเผือก
  2. Bruer Island สำหรับเกาะแห่งนี้เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ไม่นานธรรมชาติของที่นี่ยังงดงามอยู่มาก โดยเฉพาะน้ำที่ใสมากจนมองทะลุลงไปเห็นสิ่งสวยงามใต้น้ำได้เลย นอกจากที่นี่จะเป็นที่อยู่อาศัยของปลาการ์ตูนนานาพันธ์แล้ว ยังมีดอกไม้ทะเลสีสันสวยงามขึ้นเต็มไปหมด และที่สำคัญที่นี่มีจุดให้พายเรือแคนู หรือจะนั่งเบาะยางเพื่อชมความสวยงามของเกาะก็ได้
  3. Tafoook Island  สำหรับเกาะนี้มีจุดเด่นตรงที่สามารถนอนพักบนเกาะได้ โดยที่นี่จะมีบริการให้เช่าเต็นท์กางนอนค้างคืน หากใครที่ชอบนอนฟังเสียงคลื่นทะเล ซัดหาดทรายแนะนำที่นี่เลยค่ะ น้ำใสหาดทรายสวยไม่แพ้เกาะอื่นๆเลยทีเดียว
  4. Pearl Island   อีกเกาะที่ไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมความสวยงาม นั้นก็คือ เกาะมุก เกาะนี้จะมีแนวปะการังน้ำตื้นให้ดำนำชมความสวยงามกันค่ะและยังมีปลาสีสันสวยงามมากมายแหวกว่ายน้ำใกล้ๆรอบตัวเรา ที่สำคัญที่เกาะแห่งนี้จะมีกิจกรรมมากมายให้ทำจนไม่มีเวลาเบื่อกันเลยทีเดียว

 

      สำหรับใครที่เคยเที่ยวทะเลเมืองไทยมาครบแล้ว ลองเปลี่ยนมาเที่ยวทะเลของประเทศพม่าดูบ้างก็ได้นะคะ เพราะบางเกาะเราไม่ต้องนั่งเครื่องบินก็สามารถเดินทางไปเที่ยวได้แล้ว และใช้เวลาไม่นานในการเดินทางเราก็จะได้เห็นน้ำใสๆ ปลาสวยๆ ดอกไม้ทะเลสีสันสวยงามรวมถึงแนวปะการังที่สวยงามอีกมากมาย วันหยุดยาวนี้อย่าลืมชวนครอบครัวไปเที่ยวกันดูนะคะ

 

สนับสนุนโดย บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

เมืองยานากะเป็นเมืองในแถบโตเกียวที่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเมืองในแถบโตเกียว

เพราะมีความสงบเงียบ มีบรรยากาศและชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของโตเกียวสมัยก่อนอยู่เต็ม ซึ่งแตกต่างจากโตเกียวและเมืองอื่นๆที่มีความวุ่นวายค่อนข้างมากเมืองยานากะมีอีกชื่อว่าเมืองแมวเพราะว่ามีแมวจรจัดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากถึงแม้ปัจจุบันจะลดลงไปบ้างแต่ว่าก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆสองข้างทางของเมืองนี้มักจะมีร้านค้าเล็กๆขายของเกี่ยวกับแมว รวมไปถึงอาหารและขนมโบราณสไตล์โตเกียวดั้งเดิม

Yanaka Ginza ยานากะกินซ่า

เป็นชุมชนเล็กๆน่ารักๆที่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศและวิถีชีวิตของโตเกียวสมัยอดีตเอาไว้ให้สัมผัสแบบเต็มๆที่นี่เป็นไฮไลท์ของย่านยานากะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อมาสัมผัสชีวิตของคนโตเกียวแบบดั้งเดิม สินค้าและอาหาร รวมไปถึงของกินมากมายส่วนใหญ่จะเป็นของโบราณสมัยดั้งเดิมและเป็นของที่เกียวกับแมว เพราะเมื่อก่อนมีแมวจรจัดอยู่มากอย่างที่บอกไปข้างต้น

Yuyake Dandan จุดชมพระอาทิตย์ตกดิน

ที่สวสยงามติดอันดับคนโตเกียวนิยมมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกันตรงเชิงบันไดก่อนที่จะลงไปถึงยานากะกินซ่าเป็นภาพคลาสสิคเพราะฉากหลังคือดวงอาทิตย์ตกดิน บนฉากหน้าที่เป็นบ้านเมืองเก่าแบบวินเทจ คลาสสิค

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Yanaka Cemetery สุสานยานากะนั่นเอง

ขึ้นชื่อว่าสุสานก็คงไม่มีใครอยากจะเข้าไปเดินเล่นแน่ๆแต่ว่าที่นี่กลับให้ความรู้สึกตรงกันข้ามเพราะว่าที่สุสานแห่งนี้มีถนนสายซากุระยาวกลางสุสานทำให้สุสานไม่ดูหดหู่โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้พลิที่จะสวยงามเป็นพิเศษเป็นช่วงที่ดอกซากุระบานทำให้เปลี่ยนสุสานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชมบรรยากาศความงามได้เป็นอย่างดีและสุสานแห่งนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นฝังศพโชกุน โยะชิโนะบุ โทะกุงะวะโชกุนคนสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย รวมไปถึงบุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงคนอื่นๆก็ฝังอยู่ที่นี่อยู่หลายท่านเช่นกัน

แมวที่เมืองแห่งนี้มีมากจนถึงขนาดเกิดเป็น Yanak Shippoya ร้านขนมที่ทำขนมเป็นหางแมว ให้คนได้ทานเล่นอีกด้วย โดยเป็นขนมทำจากสปันจ์เค้กเนื้อนุ่ม อร่อย หอม อบใหม่ทุกวัน และทำหลายรสหลายแบบ ทั้งรสกล้วย รสช็อกโกแลต หรือเป็นหางแมวลายทาง ลายจุด หรือลายเท้าแมวก็มีเช่นกัน

 

 

ปราสาทเขาพนมรุ้ง

หากพูดสถาปัตยกรรมของประเทศไทยแล้ว บ้านเรามักจะได้รับศิลปะวัฒนธรรมในแต่ที่มารวมกันไว้ การผสมผสานวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเหล่าเอาไว้ด้วยกัน เป็นความหลากหลาายที่รวมกันได้อย่างลงตัว บ้านเรามีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เยอะพอสมควร ด้วยอารยธรรมของคนเขตในภูมิภาคนี้มีมากมาย

เราจึงสามารถหารับชมความงามของสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่บรรพชนคนรุ่นก่อนได้เป็นผู้สรรค์สร้างให้ชนรุ่นหลังอย่างเราได้ยลโฉมอุทยานแห่งชาติปราสาทเขาพนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้งที่นี่เป็นอีกสถานที่นึงที่เปิดให้ประชาชนคนทั่วไปได้เข้าชมปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา มีถิ่นที่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 หมู่บ้านดอนหนองแหน ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากในตัเมืองประมาณ 77 กิโลเมตรสถานที่โบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดของภูเขาไฟสูง ที่สูงจากพื้นราบประมาณ 200 เมตร และสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 350 เมตร ปราสาทหินพนมรุ้งกำลังได้ถูกการพิจารณาจากองค์การยูเนสโก้ ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เช่นเดียวกัยกลุ่มปราสาทอื่นๆ

ปราสาทเขาพนมรุ้งมีชื่อสียงเป็นอย่างมาก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นสัญญาลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ในอดีตปราสาทเขาพนมรุ้งถูกสร้างเอาไว้เพื่อกราบสักการะบูชา จากลัทธิไศวะ เปรียบเสมือนเป็นโบสก์ของพราหมณ์
โดยที่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งนคร ได้เป็นคนรับสั่งให้สร้างสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นการถวายแด่พระศิวะ ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัวรมันที่ 7 ได้ทรงเปลี่ยนมานับนับถือ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน จึงได้ทรงเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็น วัดมหายาน

ในช่วงประมาณ วันที่ 2-4 ของเดือนเมษายน และวันที่ 8-10 ของทุกปีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้น

แสงอาทิตย์จะส่องลอดช่องประตูทั้ง 15 ช่องและในวันที่ 5-7 เดือนมีนาคม และ 5-7 ของเดือนตุลาคม ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตก แสงของพระอาทิตย์จะส่ิงรอดผ่านช่องประตูทั้ง 15 ช่องเป็นความงดงามที่ประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้ เป็นภูมิปัญญาความสามารถของบรรพชนคนรุ่นก่อนที่ได้สร้างสถานที่อันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งให้กับคนรุ่นหลังอย่างเราได้รับชมความงดงามเหล่านี้

ภายนอกปราสาทว่าสวยงามแล้วภายในปราสาทก็สวยงามไม่แพ้กัน ภายในตัวปราสาทและรอบๆปราสาท

จะมีปติมากรรมตามผนังของตัวปราสาทให้เราได้รับชมอีกด้วยและปติกรรมชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของปราสาทคือ ปติมากรรมโคนนทิโคนนทิเป็นบุตรของพระกัศยปกับโคสุรภีพระศิวะที่อยากจะได้โคสุรภีมาเป็นบริวารแต่เห็นว่าโคสุภีเป็นเพศเมียจึงได้ทำการให้พระกัศยปผสมพันธ์กันกับโคสุรภี จนกำเนิดเป็นวัวเพศผู้ ชื่อว่า “นนทิ”เป็นบริวารของพระศิวะ และได้ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตูวิมานบนเขาไกรลาสทางด้านทิศตะวันออกพร้อมทั้งยังเป็นพาหนะของพระศิวะเวลาที่พระองคืออกเดินทางอีกด้วย

สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่งดงามแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่เราควรจะไปเป็นอย่างยื่ง เพราะนอกจากจะได้รับชมความสวยเหล่านี้แล้ว
เรายังได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของคนในสมัยก่อน ความเชื่อและศรัทธาต่อศาสนาลัทธิจนก่อให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามแห่งนี้ให้เราได้รับชมกัน