ปกติคนส่วนใหญ่เวลาจะไปเที่ยวสถานที่ที่ต้องการจะเล่นน้ำ ส่วนใหญ่จะนึกถึง ทะเล

หรือไม่ก็น้ำตกแต่สำหรับวันนี้เราจะแนะนำที่เล่นน้ำแหล่งใหม่เป็นการเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในกลุ่ม  Unseen Thailand นั่นคือ ป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราด ซึ่งที่นี่กำลังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการนิยมมาก โดยที่เที่ยวนี้อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากที่นี่จะรายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพันธ์แล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกสนุกให้เล่นอีกมากมาย หากใครที่ได้ไปต้องร้องว้าว แน่นอน

         สำหรับที่ป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราด  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เน้นการเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ โดยที่นี่จะมีจุดเด่นตรงที่จำมีน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ซึ่งน้ำมีลักษณะสีใส และสะอาดมีสีฟ้าอมเขียว   โดยชาวบ้านพากันเรียกน้ำผุดนี้ว่าตาน้ำ น้ำที่นี่มีความใสมากสาเหตุก็มาจากที่ใต้น้ำดินจะเป็นดินทรายที่ตกตะกอนหินปูน ตามความเชื่อของชาวบ้านแล้ว แหล่งนี้ที่ผุดขึ้นมาเองจากธรรมชาตินี้ ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ จึงมักนำน้ำของที่นี่ไปประกอบพิธีกรรมต่างๆ

 

สำหรับแหล่งน้ำที่นี่จะแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยส่วนแรก

ชาวบ้านจะกั้นเอาไว้กินไว้ใช้ และใช้ประกอบพิธีกรรม เพราะชาวบ้านก็ยังเชื่อว่าน้ำที่นี่มีความศักดิ์ โซนนี้จึงเป็นโซนที่ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำเพราะจะเอาไว้ใช้เท่านั้น แต่ชาวบ้านก็กั้นส่วนที่สองเพิ่มให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำให้ส่วนที่กั้นที่สองนี้ได้ สำหรับที่ป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราดนี้เป็นสถานที่เที่ยวที่เราสามารถมาพักผ่อนกับครอบครัว หรือกับเพื่อนฝูงก็ได้

เพราะ นอกจากจะสามารถเล่นน้ำให้เย็นชื่นใจได้แล้ว ยังมีกิจกรรมหลากหลายที่เราสามารถเล่นด้วยกันได้ เช่น

  1. ที่นี่มีเรือพาย ให้เราสามารถพายเรือล่องแม่น้ำไปเรื่อยๆเพื่อชื่นชมดื่มด่ำกับธรรมชาติได้ อากาศสดชื่นแม่น้ำเย็นช่ำจ่ายเพียงชั่วโมงละ 50 บาทถือว่าคุ้มมากค่ะ
  2. หากใครที่สนใจที่จะพักค้างคืนต้องการนอนฟังเสียงธรรมชาติก็สามารถมากางเต็นท์นอนได้ หรือหากไม่มีเต็นท์ที่นี่มีบริการให้เช่าเต็นท์นอน 

          สำหรับที่นี่จะมีกฎห้ามนำอาหารเข้าไปทาน เขาจะมีจุดให้แวะทานก่อนเข้ามาเพราะต้องการรักษา ความสะอาด ความเป็นธรรมชาติเอาไว้ โดยตรงทางเข้าจะมีเจ้าหน้าที่คอยยืนตรวจกระเป๋าก่อนเข้าไป ดั้งนั้น ห้ามพกอาวุธหรือยาเสพติดเข้าไปข้างในเด็ดขาด และที่สำคัญที่นี่ไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ เนื่องจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ยังต้องการคงความเป็นธรรมชาติไว้จึงมีกฎมากมาย แต่กฎนี่เองที่ทำให้เราเข้าถึงธรรมชาติได้จริงๆ 

 

สนับสนุนบทความดีๆโดย แทงบอลออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 100

เมืองยานากะเป็นเมืองในแถบโตเกียวที่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเมืองในแถบโตเกียว

เพราะมีความสงบเงียบ มีบรรยากาศและชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของโตเกียวสมัยก่อนอยู่เต็ม ซึ่งแตกต่างจากโตเกียวและเมืองอื่นๆที่มีความวุ่นวายค่อนข้างมากเมืองยานากะมีอีกชื่อว่าเมืองแมวเพราะว่ามีแมวจรจัดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากถึงแม้ปัจจุบันจะลดลงไปบ้างแต่ว่าก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆสองข้างทางของเมืองนี้มักจะมีร้านค้าเล็กๆขายของเกี่ยวกับแมว รวมไปถึงอาหารและขนมโบราณสไตล์โตเกียวดั้งเดิม

Yanaka Ginza ยานากะกินซ่า

เป็นชุมชนเล็กๆน่ารักๆที่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศและวิถีชีวิตของโตเกียวสมัยอดีตเอาไว้ให้สัมผัสแบบเต็มๆที่นี่เป็นไฮไลท์ของย่านยานากะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อมาสัมผัสชีวิตของคนโตเกียวแบบดั้งเดิม สินค้าและอาหาร รวมไปถึงของกินมากมายส่วนใหญ่จะเป็นของโบราณสมัยดั้งเดิมและเป็นของที่เกียวกับแมว เพราะเมื่อก่อนมีแมวจรจัดอยู่มากอย่างที่บอกไปข้างต้น

Yuyake Dandan จุดชมพระอาทิตย์ตกดิน

ที่สวสยงามติดอันดับคนโตเกียวนิยมมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกันตรงเชิงบันไดก่อนที่จะลงไปถึงยานากะกินซ่าเป็นภาพคลาสสิคเพราะฉากหลังคือดวงอาทิตย์ตกดิน บนฉากหน้าที่เป็นบ้านเมืองเก่าแบบวินเทจ คลาสสิค

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Yanaka Cemetery สุสานยานากะนั่นเอง

ขึ้นชื่อว่าสุสานก็คงไม่มีใครอยากจะเข้าไปเดินเล่นแน่ๆแต่ว่าที่นี่กลับให้ความรู้สึกตรงกันข้ามเพราะว่าที่สุสานแห่งนี้มีถนนสายซากุระยาวกลางสุสานทำให้สุสานไม่ดูหดหู่โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้พลิที่จะสวยงามเป็นพิเศษเป็นช่วงที่ดอกซากุระบานทำให้เปลี่ยนสุสานกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชมบรรยากาศความงามได้เป็นอย่างดีและสุสานแห่งนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นฝังศพโชกุน โยะชิโนะบุ โทะกุงะวะโชกุนคนสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย รวมไปถึงบุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงคนอื่นๆก็ฝังอยู่ที่นี่อยู่หลายท่านเช่นกัน

แมวที่เมืองแห่งนี้มีมากจนถึงขนาดเกิดเป็น Yanak Shippoya ร้านขนมที่ทำขนมเป็นหางแมว ให้คนได้ทานเล่นอีกด้วย โดยเป็นขนมทำจากสปันจ์เค้กเนื้อนุ่ม อร่อย หอม อบใหม่ทุกวัน และทำหลายรสหลายแบบ ทั้งรสกล้วย รสช็อกโกแลต หรือเป็นหางแมวลายทาง ลายจุด หรือลายเท้าแมวก็มีเช่นกัน

 

ประเพณีรับบัว ..โยนบัว     

 ประเพณีรับบัว  โยนบัว ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมาตั้งแต่ยุคสมัยใด  โดยประเพณีได้เริ่มมาจาก กลุ่มชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี มีน้ำใจให้กันในการแบ่งบันสิ่งของให้กัน  โดยประเพณีนี้มีการเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับประวัติของหลวงพ่อโต

ซึ่งถ้าเคยอ่านประวัติของท่านจะทราบว่า หลวงพ่อโตท่านเป็นพี่น้องกับหลวงพ่อโสธร และหลวงพ่อวัดบ้านแหลม โดยหลวงพ่อโตได้ลอยน้ำมาหยุดที่ปากคลองสำโรง ชาวบ้านจึงด้วยกันชักรั้ง อัญเชิญนิมนต์ให้ขึ้นมากประดิษฐานอยู่ทีวัดบางพลีใหญ่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยตั้งแต่ได้มีการอัญเชิญหลวงพ่อโตให้ประดิษฐานทีวัดบางพลีใหญ่แล้ว

ชาวบ้านยังนิมนต์หลวงพ่อขึ้นเรือ แล้วแล่นเรือไปตามน้ำเพื่อให้ชาวบ้านได้นมัสการ ด้วยการเด็ดดอกบัวริมน้ำถวาย แต่ด้วยเรืออยู่ไกลจากตลิ่งจึงไม่สามารถยื่นมือไปวางดอกไม้ได้ จึงใช้วิธีการยืนดอกไม้เบาๆขึ้นไปบนเรือแทน

     ส่วนประเพณีการรับบัวนั้น เนืองจากสมัยก่อนอำเภอบางพลี

มีแหล่งน้ำเยอะ มีดอกบัวขึ้นเยอะมากในช่วงหน้าฝน ชาวบ้านจึงนิยมเก็บดอกบัวไปถวายพระ มีความเชื่อกันว่า ก่อนหน้านี้มีกลุ่มคน 3 กลุ่มอาศัยอยู่ด้วยกันที่บางพลี  แต่มาทั้งสามกลุ่มได้มีการแยกย้ายหาที่ทางทำกิน โดยถือฤกษ์ดี ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันเดินทางซึ่งในวันที่ออกเดินทางนั้น

โดยวันที่เดินทางเพื่อแยกตัวออกไปตั้งรกร้างหาที่อยู่ใหม่นั้น มีกลุ่มหนึ่งซึ่งคือชาวรามัญ ก่อนไปได้ไปเก็บดอกบัวในบึงไปมากมาย ชาวบ้านคนอื่นจึงถามว่าจะเอาไปทำอะไร ชาวรามัญบอกว่าจะนำไปบูชาพระคาถาพันที่ปากลัด ดังนั้นทุกคนจึงช่วยกันเก็บดอกบัวให้ชาวรามัญเพื่อนำไปบูชาพระตามที่บอก เพื่อหวังว่าจะได้ รับอนิสงค์ในการทำบุญในครั้งนี้ด้วย

 

     โดยในปีต่อๆมา ชาวรามัญก็ยังคงพายรอมารอรับดอกไม้ทุกปี

ซึ่งจะนำเรือขนาดใหญ่ และมีชาวรามัญหลายคนนั่งมาในเรือด้วย เพื่อทีจะมีรับดอกบัว โดยระหว่างที่พายเรือมาก็มีการร้องรำทำเพลงเป็นที่สนุกสนาน เมื่อคนบนฝั่งเห็นก็พลอยร่วมร้องเพลงไปด้วย และมีการเชิญคนในเรือขึ้นฝั่งมาทานอาหารและน้ำด้วยกัน โดยชาวเมืองบางพลีจะเป็นผู้เตรียมอาหารไว้ต้อนรับ เมื่อทานข้าวอิ่มแล้ว

ได้ดอกไม้เยอะพอสมควรแล้ว ชาวรามัญก็จะนำดอกไม้ไปไหว้หลวงพ่อโต และนำน้ำมนต์กลับไปด้วยเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนดอกบัวที่เหลือชาวรามัญก็จะนำกลับไปไหว้พระคาถาพันเหมือนทุกปี โดยทั้งชาวรามัญและชาวบางพลีจะยึด ขึ้น 14 ค่ำเดือน 11 ของทุกที่จะจัดกิจกรรมร่วมกันกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมา 

กิจกรรมนี้จะเริ่มกันตั้งแต่ ตี3หรือตี 4  และจะสิ้นสุดเวลา 8.00 น.-9.00 น.