การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

คนเรามักจะหาวันหยุดออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจเติมความสุขเข้าร่างกาย ทุกเทศกาลหรือวันหยุดใหญ่ๆ
ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นยอดนิยมส่วนใหญ่ นักท่องเที่ยวก็มักจะพากันไปรวมอยู่ตัว และเมื่อนักท่องเที่ยวเที่ยวรวมตัวกันเยอะๆ
ก็กลายเป็นว่าจากที่เราไปเที่ยวก็กลายเป็นทำลาย ตัวอย่างเคยมีให้เห็น นั่นก็คือทะเลบางแสน
ช่วงวันหยุดการได้ไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวไปเติมความสุขให้ชีวิตแต่พอนักท่องเที่ยวกลับไปสิ่งที่เหลือไว้คือ ขยะ ทะเลบางแสนแสน

เคยมีปัญหาเรื่องขยะมาได้ซักพักช่วงนั้นขยะเยอะจนน้ำส่งกลิ่นเหม็นไม่สามารถลงเล่นได้

จนบางแสนได้ทำการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่กว่าจะทำให้น้ำกลับมาเล่นได้หาดทรายไม่มีขยะ ก็ใช้เวลานานพอสมควร
และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆก็เริ่มมีปัญหาแล้วเช่นกัน
เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พอเห็นสถานที่ไหนกำลังเป็นกระแสก็จะแห่ไปเที่ยวที่นั่นกันอย่างมากมาย
ก็ใช่อยู่มันให้เศรษฐกิจของสถานที่ท่องเหล่าดีขึ้นชาวบ้านได้มีรายได้ การขยายตัวทางธุรกิจก็เพิ่มมากขึ้น จึงบุกรุกเข้าไปกันในป่าเพื่อสร้างรีสอร์ท

และสถานที่ที่จะให้นักท่องเที่ยวจะประทับใจ แต่สิ่งที่ตามมาคือสภาพที่ธรรมชาติเสื่อมโทรมลงทุกวัน วันนี้คุณอาจจะได้ไปเที่ยว ไปถ่ายรูปสวยๆลงโซเชียล
แต่ถ้าเรายังไม่ตระหนักถึง ภัยร้ายที่ค่อยๆก่อตัวอย่างเงียบๆ ไม่นานเราอาจจะไม่มีธรรมชาติที่สวยงามไว้ให้ชื่นชม


แต่อย่างไรก็ดีการท่องเที่ยวก็ยังเป็นที่นิยมและความต้องการของเหล่านักท่องเที่ยวยังมีอยู่

ดังนั้นการที่เราได้ไปเที่ยวด้วยได้ดูแลธรรมชาติไปด้วยก็เป็นสิ่งที่ดี
เราจึงจะมาแนะนำสถานที่ท่องเชิงอนุรักษ์ที่จะทำให้คุณได้เพลิดเพลินและอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมๆกัน
ที่แรกคือ หมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช
ชุมชนหมู่บ้านคีรีวงเห็นถึงการความสำคัญของการรักษาธรรมชาติจึงได้ดำเนินการสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ
และได้ให้ได้สำผัสถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชน ชุมชนจะจัดกิจกรรมต่างๆสำหรับนักเที่ยว เช่น การลงมือทำผ้ามัดย้อม และผ้าลายบาติก
ทำเครื่องประดับจากลูกไม้ ซึ่งสีและวัสดุส่วนใหญ่ที่นำมาประกอบกิจกรรมส่วนใหญ่จะมาจากธรรมชาติลดการใช้สารเคมี
เพื่อป้องการปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง
ที่ที่สองคือ กลุ่มท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยวจังหวัดตราด
ชุมชนนี้จะโดดเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องการประมง และมีสินค้าที่เป็นภูมิปัญญาของคนในชุมชนที่เป็นที่น่าภาคภูมิใจนั้นก็คือ การสานงอบ
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อ “งอบน้ำเชี่ยว” คุณสามารถที่จะได้เรียนรู้วิธีการสานงอบ ที่ทำจากใบจาก
และยังได้ออกไปล่องเรือทำการประมงกับชาวบ้านที่จะะสอนการทำประมงที่ถูกวิธีเพื่อเป็นการรักษาสัตว์น้ำให้อยู่กับเราสืบไป
และที่สุดท้ายคือ โรงเรียนบ้านหอมสมุนไพร จ.เชียงใหม่


หากเป็นคนรักธรรมชาติแล้วสถานที่นี้จึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะคุณจะได้อยู่ท่ามกลางภูเขาป่าไม้ และความอุดมสมบูรณ์ของสมุนไพร
ที่นี่คุณจะได้เรียนรู้สมุนไพรชนิดต่างๆ ที่จะนำมาทำเป็นยา ไม่ว่าจะเป็นการทำ ยาหอม ยาหม่อง ยาแก้ไอ ลูกประคบแและอีกมากมาย
ได้เรียนรู้การหาสมุนไพรและการนวดในแบบต่างๆที่จะทำให้คุณได้ผ่อนคลาย ท่ามกลางความเงียบสงบของป่าไม้และผู้คนในชุมชน
การได้ออกไปท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะให้คุณได้ออกไปเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ ดังนั้นคุณควรลองที่จะละทิ้งการท่องเที่ยวที่แสนสบาย
ลองไปเที่ยวแบบวิถีเชิงธรรมชาติอนุรักษ์ ได้ไปสำผัสบรรยากาศของผู้คน วิถึชีวิตต่างๆของพวกเขา
การได้อนุรักษ์ทั้งธรรมชาติและช่วยสงเสริมการสร้างรายได้ให้ชุมชนเพื่อที่จะได้เป็นการสนับสนุนให้ชุมชนได้สืบสานสิ่งต่างๆเหล่านี้ต่อไปเพื่อที่ในวันข้างห
น้า ธรรมชาติและวิถีชีวิตที่สวยงามเช่นนี้จะอยู่กับคนรุ่นหลังสืบไป

ปราสาทเขาพนมรุ้ง

หากพูดสถาปัตยกรรมของประเทศไทยแล้ว บ้านเรามักจะได้รับศิลปะวัฒนธรรมในแต่ที่มารวมกันไว้ การผสมผสานวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเหล่าเอาไว้ด้วยกัน เป็นความหลากหลาายที่รวมกันได้อย่างลงตัว บ้านเรามีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เยอะพอสมควร ด้วยอารยธรรมของคนเขตในภูมิภาคนี้มีมากมาย

เราจึงสามารถหารับชมความงามของสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่บรรพชนคนรุ่นก่อนได้เป็นผู้สรรค์สร้างให้ชนรุ่นหลังอย่างเราได้ยลโฉมอุทยานแห่งชาติปราสาทเขาพนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง

 

ที่นี่เป็นอีกสถานที่นึงที่เปิดให้ประชาชนคนทั่วไปได้เข้าชมปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา มีถิ่นที่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 หมู่บ้านดอนหนองแหน ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากในตัเมืองประมาณ 77 กิโลเมตรสถานที่โบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดของภูเขาไฟสูง ที่สูงจากพื้นราบประมาณ 200 เมตร และสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 350 เมตร ปราสาทหินพนมรุ้งกำลังได้ถูกการพิจารณาจากองค์การยูเนสโก้ ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เช่นเดียวกัยกลุ่มปราสาทอื่นๆ

ปราสาทเขาพนมรุ้งมีชื่อสียงเป็นอย่างมาก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นสัญญาลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ในอดีตปราสาทเขาพนมรุ้งถูกสร้างเอาไว้เพื่อกราบสักการะบูชา จากลัทธิไศวะ เปรียบเสมือนเป็นโบสก์ของพราหมณ์
โดยที่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งนคร ได้เป็นคนรับสั่งให้สร้างสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นการถวายแด่พระศิวะ ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัวรมันที่ 7 ได้ทรงเปลี่ยนมานับนับถือ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน จึงได้ทรงเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็น วัดมหายาน

ในช่วงประมาณ วันที่ 2-4 ของเดือนเมษายน และวันที่ 8-10 ของทุกปีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้น แสงอาทิตย์จะส่องลอดช่องประตูทั้ง 15 ช่องและในวันที่ 5-7 เดือนมีนาคม และ 5-7 ของเดือนตุลาคม ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตก แสงของพระอาทิตย์จะส่ิงรอดผ่านช่องประตูทั้ง 15 ช่องเป็นความงดงามที่ประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้ เป็นภูมิปัญญาความสามารถของบรรพชนคนรุ่นก่อนที่ได้สร้างสถานที่อันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งให้กับคนรุ่นหลังอย่างเราได้รับชมความงดงามเหล่านี้

 

ภายนอกปราสาทว่าสวยงามแล้วภายในปราสาทก็สวยงามไม่แพ้กัน ภายในตัวปราสาทและรอบๆปราสาท

จะมีปติมากรรมตามผนังของตัวปราสาทให้เราได้รับชมอีกด้วยและปติกรรมชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของปราสาทคือ ปติมากรรมโคนนทิโคนนทิเป็นบุตรของพระกัศยปกับโคสุรภีพระศิวะที่อยากจะได้โคสุรภีมาเป็นบริวารแต่เห็นว่าโคสุภีเป็นเพศเมียจึงได้ทำการให้พระกัศยปผสมพันธ์กันกับโคสุรภี จนกำเนิดเป็นวัวเพศผู้ ชื่อว่า “นนทิ”เป็นบริวารของพระศิวะ และได้ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตูวิมานบนเขาไกรลาสทางด้านทิศตะวันออกพร้อมทั้งยังเป็นพาหนะของพระศิวะเวลาที่พระองคืออกเดินทางอีกด้วย

สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่งดงามแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่เราควรจะไปเป็นอย่างยื่ง เพราะนอกจากจะได้รับชมความสวยเหล่านี้แล้ว
เรายังได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของคนในสมัยก่อน ความเชื่อและศรัทธาต่อศาสนาลัทธิจนก่อให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามแห่งนี้ให้เราได้รับชมกัน