ประเพณีรับบัว ..โยนบัว     

 ประเพณีรับบัว  โยนบัว ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมาตั้งแต่ยุคสมัยใด  โดยประเพณีได้เริ่มมาจาก กลุ่มชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี มีน้ำใจให้กันในการแบ่งบันสิ่งของให้กัน  โดยประเพณีนี้มีการเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกับประวัติของหลวงพ่อโต

ซึ่งถ้าเคยอ่านประวัติของท่านจะทราบว่า หลวงพ่อโตท่านเป็นพี่น้องกับหลวงพ่อโสธร และหลวงพ่อวัดบ้านแหลม โดยหลวงพ่อโตได้ลอยน้ำมาหยุดที่ปากคลองสำโรง ชาวบ้านจึงด้วยกันชักรั้ง อัญเชิญนิมนต์ให้ขึ้นมากประดิษฐานอยู่ทีวัดบางพลีใหญ่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยตั้งแต่ได้มีการอัญเชิญหลวงพ่อโตให้ประดิษฐานทีวัดบางพลีใหญ่แล้ว

ชาวบ้านยังนิมนต์หลวงพ่อขึ้นเรือ แล้วแล่นเรือไปตามน้ำเพื่อให้ชาวบ้านได้นมัสการ ด้วยการเด็ดดอกบัวริมน้ำถวาย แต่ด้วยเรืออยู่ไกลจากตลิ่งจึงไม่สามารถยื่นมือไปวางดอกไม้ได้ จึงใช้วิธีการยืนดอกไม้เบาๆขึ้นไปบนเรือแทน

     ส่วนประเพณีการรับบัวนั้น เนืองจากสมัยก่อนอำเภอบางพลี

มีแหล่งน้ำเยอะ มีดอกบัวขึ้นเยอะมากในช่วงหน้าฝน ชาวบ้านจึงนิยมเก็บดอกบัวไปถวายพระ มีความเชื่อกันว่า ก่อนหน้านี้มีกลุ่มคน 3 กลุ่มอาศัยอยู่ด้วยกันที่บางพลี  แต่มาทั้งสามกลุ่มได้มีการแยกย้ายหาที่ทางทำกิน โดยถือฤกษ์ดี ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันเดินทางซึ่งในวันที่ออกเดินทางนั้น

โดยวันที่เดินทางเพื่อแยกตัวออกไปตั้งรกร้างหาที่อยู่ใหม่นั้น มีกลุ่มหนึ่งซึ่งคือชาวรามัญ ก่อนไปได้ไปเก็บดอกบัวในบึงไปมากมาย ชาวบ้านคนอื่นจึงถามว่าจะเอาไปทำอะไร ชาวรามัญบอกว่าจะนำไปบูชาพระคาถาพันที่ปากลัด ดังนั้นทุกคนจึงช่วยกันเก็บดอกบัวให้ชาวรามัญเพื่อนำไปบูชาพระตามที่บอก เพื่อหวังว่าจะได้ รับอนิสงค์ในการทำบุญในครั้งนี้ด้วย

 

     โดยในปีต่อๆมา ชาวรามัญก็ยังคงพายรอมารอรับดอกไม้ทุกปี

ซึ่งจะนำเรือขนาดใหญ่ และมีชาวรามัญหลายคนนั่งมาในเรือด้วย เพื่อทีจะมีรับดอกบัว โดยระหว่างที่พายเรือมาก็มีการร้องรำทำเพลงเป็นที่สนุกสนาน เมื่อคนบนฝั่งเห็นก็พลอยร่วมร้องเพลงไปด้วย และมีการเชิญคนในเรือขึ้นฝั่งมาทานอาหารและน้ำด้วยกัน โดยชาวเมืองบางพลีจะเป็นผู้เตรียมอาหารไว้ต้อนรับ เมื่อทานข้าวอิ่มแล้ว

ได้ดอกไม้เยอะพอสมควรแล้ว ชาวรามัญก็จะนำดอกไม้ไปไหว้หลวงพ่อโต และนำน้ำมนต์กลับไปด้วยเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนดอกบัวที่เหลือชาวรามัญก็จะนำกลับไปไหว้พระคาถาพันเหมือนทุกปี โดยทั้งชาวรามัญและชาวบางพลีจะยึด ขึ้น 14 ค่ำเดือน 11 ของทุกที่จะจัดกิจกรรมร่วมกันกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมา 

กิจกรรมนี้จะเริ่มกันตั้งแต่ ตี3หรือตี 4  และจะสิ้นสุดเวลา 8.00 น.-9.00 น.

         จังหวัดนนทบุรี มีวัดมากมาย และวัดไทรไหญ่ก็เป็นหนึ่งวัดที่น่าสนใจ น่าศึกษาประวัติความเป็นมาของวัด วัดนี้สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดอยู่ถนนไทรน้อย –ต้นเชือก อยู่ริมคลองพิมลราชทางด้านทิศเหนือ และคลองทวีวัฒนาทางทิศตะวันตกของวัด ซึ่งภายในวัดจะมีอุโบสถทรงไทย มีช่อฟ้าใบระกา ภายในผนังมีจิตกรรมเรื่องพระเจ้าสิบชาติ

          วัดไทรใหญ่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 

วัดนี้รับการบริจาคที่ดินมาจาก  นางเง็ก แสงประภา โดยมีการบริจาคสำหรับสร้างวัด 20 ไร่ และยังบริจาคให้เป็นที่ของพระสงฆ์อีก 72 รารางวา และยังมีผู้ร่วมบริการเพิ่มอีก 15 ไร่ 96 ตารางวา

ซึ่งผู้บริจาคชื่อ นางผัน คำจงจิต  แต่เดิมวัดไทรใหญ่มีชื่อเรียกว่า วัดมหานิโครธาราม ซึ่งความหมายคือ ไทรต้นใหญ่ แต่เนื่องจากชื่อวัดยาวไป ชาวบ้านเรียกไม่ถนัดปาก จึงเปลี่ยนมาเรียกใหม่เป็นวัดไทรใหญ่ วัดไทรใหญ่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ได้ทำพิธีผูกพัทธสีมา เรียบร้อยแล้ว 

           ที่วัดไทรใหญ่จะมีพระประธานในอุโบสถ ปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์  ชาวบ้านเรียกท่านว่าหลวงพ่อทองคำ ซึ่งมีการเชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าอู่ทอง มีความเชื่อที่มีการเล่าต่อกันมาว่า หลวงพ่อทองคำมีความศักดิ์สิทธิ์มากใครมาขอพรหรือบนบานศาลกล่าวไว้จะสมหวังเสมอ ซึ่งหลวงพ่อทองคำถูกอัญเชิญมาจากทางหัวเมืองเหนือ

          หากใครได้มีการไปบนบานศาลกล่าวกับหลวงพ่อทองคำไว้ สิ่งรีบมาแก้บนและสิ่งที่แก้บนนั้นขึ้นอยู่กับว่ามีการบนไว้แล้วแจ้งแก่หลวงพ่อว่าจะแก้ด้วยอะไร ส่วนใหญ่จะมีการแก้บนด้วยการรำละคร  การถวายช้างไม้ และการบวชแก้บน

นอกจากนี้ วัดไทรใหญ่ยังมีวัตถุมงคลของหลวงพ่อทองคำ หลายอย่างเช่น รูปเหมือนบูชา เหรียญและผ้ายันต์ ฯลฯ แต่ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ เหรียญ โดยมีการจัดไว้หลายรุ่น แต่ที่นิยมสุดคือ รุ่นแรก  สร้างปีพ.ศ. ๒๔๙๘ เนื่องจากไดด้รับการปลุกเสกจากพระอาจารย์ดังๆหลายท่าน เช่น หลวงพ่อจง หลวงพ่อแฉ่ง หลวงปู่เผือก และหลวงพ่อกี้ เป็นรูปใบเสมา มีพุทธคุณสูงทางด้านแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน ป้องกันอันตราย สร้างในโอกาสผูกพัทธสีมา มีเนื้อเงิน, ทองแดงรมดำ, ทองแดงกะไหล่ทอง และทองแดงกะไหล่เงิน ส่วนอีกรุ่นที่เป็นที่นิยมเหมือนกันคือรุ่นที่ 2 มีเนื้อทองแดง และอัลปาก้า

เป็นรูปกงจักร อาจารย์ที่ทำพิธีเป็นกลุ่มเดียวกับที่ปลุกเสกรุ่นแรก และแรก พุทธคุณจึงไม่แตกต่างกันอีกด้วย

หากได้มีโอกาสผ่านไปกราบไหว้ขอพรหลวงพ่อทองคำแล้ว อย่าลืมแวะชม ตลาดน้ำไทรน้อย ที่นี่มีขนมและอาหารขายมากมายอีกด้วย

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

คนเรามักจะหาวันหยุดออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจเติมความสุขเข้าร่างกาย ทุกเทศกาลหรือวันหยุดใหญ่ๆตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นยอดนิยมส่วนใหญ่ นักท่องเที่ยวก็มักจะพากันไปรวมอยู่ตัว และเมื่อนักท่องเที่ยวเที่ยวรวมตัวกันเยอะๆก็กลายเป็นว่าจากที่เราไปเที่ยวก็กลายเป็นทำลาย ตัวอย่างเคยมีให้เห็น นั่นก็คือทะเลบางแสนช่วงวันหยุดการได้ไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวไปเติมความสุขให้ชีวิตแต่พอนักท่องเที่ยวกลับไปสิ่งที่เหลือไว้คือ ขยะ ทะเลบางแสนแสน

เคยมีปัญหาเรื่องขยะมาได้ซักพักช่วงนั้นขยะเยอะจนน้ำส่งกลิ่นเหม็นไม่สามารถลงเล่นได้

จนบางแสนได้ทำการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่กว่าจะทำให้น้ำกลับมาเล่นได้หาดทรายไม่มีขยะ ก็ใช้เวลานานพอสมควร
และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆก็เริ่มมีปัญหาแล้วเช่นกัน
เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พอเห็นสถานที่ไหนกำลังเป็นกระแสก็จะแห่ไปเที่ยวที่นั่นกันอย่างมากมาย
ก็ใช่อยู่มันให้เศรษฐกิจของสถานที่ท่องเหล่าดีขึ้นชาวบ้านได้มีรายได้ การขยายตัวทางธุรกิจก็เพิ่มมากขึ้น จึงบุกรุกเข้าไปกันในป่าเพื่อสร้างรีสอร์ท

และสถานที่ที่จะให้นักท่องเที่ยวจะประทับใจ แต่สิ่งที่ตามมาคือสภาพที่ธรรมชาติเสื่อมโทรมลงทุกวัน วันนี้คุณอาจจะได้ไปเที่ยว ไปถ่ายรูปสวยๆลงโซเชียลแต่ถ้าเรายังไม่ตระหนักถึง ภัยร้ายที่ค่อยๆก่อตัวอย่างเงียบๆ ไม่นานเราอาจจะไม่มีธรรมชาติที่สวยงามไว้ให้ชื่นชม

แต่อย่างไรก็ดีการท่องเที่ยวก็ยังเป็นที่นิยมและความต้องการของเหล่านักท่องเที่ยวยังมีอยู่

ดังนั้นการที่เราได้ไปเที่ยวด้วยได้ดูแลธรรมชาติไปด้วยก็เป็นสิ่งที่ดี
เราจึงจะมาแนะนำสถานที่ท่องเชิงอนุรักษ์ที่จะทำให้คุณได้เพลิดเพลินและอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมๆกัน
ที่แรกคือ หมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช
ชุมชนหมู่บ้านคีรีวงเห็นถึงการความสำคัญของการรักษาธรรมชาติจึงได้ดำเนินการสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ
และได้ให้ได้สำผัสถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชน ชุมชนจะจัดกิจกรรมต่างๆสำหรับนักเที่ยว เช่น การลงมือทำผ้ามัดย้อม และผ้าลายบาติก
ทำเครื่องประดับจากลูกไม้ ซึ่งสีและวัสดุส่วนใหญ่ที่นำมาประกอบกิจกรรมส่วนใหญ่จะมาจากธรรมชาติลดการใช้สารเคมี
เพื่อป้องการปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง
ที่ที่สองคือ กลุ่มท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยวจังหวัดตราด
ชุมชนนี้จะโดดเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องการประมง และมีสินค้าที่เป็นภูมิปัญญาของคนในชุมชนที่เป็นที่น่าภาคภูมิใจนั้นก็คือ การสานงอบ
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อ “งอบน้ำเชี่ยว” คุณสามารถที่จะได้เรียนรู้วิธีการสานงอบ ที่ทำจากใบจาก
และยังได้ออกไปล่องเรือทำการประมงกับชาวบ้านที่จะะสอนการทำประมงที่ถูกวิธีเพื่อเป็นการรักษาสัตว์น้ำให้อยู่กับเราสืบไป
และที่สุดท้ายคือ โรงเรียนบ้านหอมสมุนไพร จ.เชียงใหม่

 

หากเป็นคนรักธรรมชาติแล้วสถานที่นี้จึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะคุณจะได้อยู่ท่ามกลางภูเขาป่าไม้ และความอุดมสมบูรณ์ของสมุนไพร
ที่นี่คุณจะได้เรียนรู้สมุนไพรชนิดต่างๆ ที่จะนำมาทำเป็นยา ไม่ว่าจะเป็นการทำ ยาหอม ยาหม่อง ยาแก้ไอ ลูกประคบแและอีกมากมาย
ได้เรียนรู้การหาสมุนไพรและการนวดในแบบต่างๆที่จะทำให้คุณได้ผ่อนคลาย ท่ามกลางความเงียบสงบของป่าไม้และผู้คนในชุมชน
การได้ออกไปท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะให้คุณได้ออกไปเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ ดังนั้นคุณควรลองที่จะละทิ้งการท่องเที่ยวที่แสนสบาย
ลองไปเที่ยวแบบวิถีเชิงธรรมชาติอนุรักษ์ ได้ไปสำผัสบรรยากาศของผู้คน วิถึชีวิตต่างๆของพวกเขา
การได้อนุรักษ์ทั้งธรรมชาติและช่วยสงเสริมการสร้างรายได้ให้ชุมชนเพื่อที่จะได้เป็นการสนับสนุนให้ชุมชนได้สืบสานสิ่งต่างๆเหล่านี้ต่อไปเพื่อที่ในวันข้างหน้า ธรรมชาติและวิถีชีวิตที่สวยงามเช่นนี้จะอยู่กับคนรุ่นหลังสืบไป

 

ปราสาทเขาพนมรุ้ง

หากพูดสถาปัตยกรรมของประเทศไทยแล้ว บ้านเรามักจะได้รับศิลปะวัฒนธรรมในแต่ที่มารวมกันไว้ การผสมผสานวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเหล่าเอาไว้ด้วยกัน เป็นความหลากหลาายที่รวมกันได้อย่างลงตัว บ้านเรามีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เยอะพอสมควร ด้วยอารยธรรมของคนเขตในภูมิภาคนี้มีมากมาย

เราจึงสามารถหารับชมความงามของสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่บรรพชนคนรุ่นก่อนได้เป็นผู้สรรค์สร้างให้ชนรุ่นหลังอย่างเราได้ยลโฉมอุทยานแห่งชาติปราสาทเขาพนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้งที่นี่เป็นอีกสถานที่นึงที่เปิดให้ประชาชนคนทั่วไปได้เข้าชมปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา มีถิ่นที่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 หมู่บ้านดอนหนองแหน ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากในตัเมืองประมาณ 77 กิโลเมตรสถานที่โบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดของภูเขาไฟสูง ที่สูงจากพื้นราบประมาณ 200 เมตร และสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 350 เมตร ปราสาทหินพนมรุ้งกำลังได้ถูกการพิจารณาจากองค์การยูเนสโก้ ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เช่นเดียวกัยกลุ่มปราสาทอื่นๆ

ปราสาทเขาพนมรุ้งมีชื่อสียงเป็นอย่างมาก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นสัญญาลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ในอดีตปราสาทเขาพนมรุ้งถูกสร้างเอาไว้เพื่อกราบสักการะบูชา จากลัทธิไศวะ เปรียบเสมือนเป็นโบสก์ของพราหมณ์
โดยที่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งนคร ได้เป็นคนรับสั่งให้สร้างสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นการถวายแด่พระศิวะ ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัวรมันที่ 7 ได้ทรงเปลี่ยนมานับนับถือ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน จึงได้ทรงเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็น วัดมหายาน

ในช่วงประมาณ วันที่ 2-4 ของเดือนเมษายน และวันที่ 8-10 ของทุกปีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้น

แสงอาทิตย์จะส่องลอดช่องประตูทั้ง 15 ช่องและในวันที่ 5-7 เดือนมีนาคม และ 5-7 ของเดือนตุลาคม ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตก แสงของพระอาทิตย์จะส่ิงรอดผ่านช่องประตูทั้ง 15 ช่องเป็นความงดงามที่ประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้ เป็นภูมิปัญญาความสามารถของบรรพชนคนรุ่นก่อนที่ได้สร้างสถานที่อันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งให้กับคนรุ่นหลังอย่างเราได้รับชมความงดงามเหล่านี้

ภายนอกปราสาทว่าสวยงามแล้วภายในปราสาทก็สวยงามไม่แพ้กัน ภายในตัวปราสาทและรอบๆปราสาท

จะมีปติมากรรมตามผนังของตัวปราสาทให้เราได้รับชมอีกด้วยและปติกรรมชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของปราสาทคือ ปติมากรรมโคนนทิโคนนทิเป็นบุตรของพระกัศยปกับโคสุรภีพระศิวะที่อยากจะได้โคสุรภีมาเป็นบริวารแต่เห็นว่าโคสุภีเป็นเพศเมียจึงได้ทำการให้พระกัศยปผสมพันธ์กันกับโคสุรภี จนกำเนิดเป็นวัวเพศผู้ ชื่อว่า “นนทิ”เป็นบริวารของพระศิวะ และได้ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตูวิมานบนเขาไกรลาสทางด้านทิศตะวันออกพร้อมทั้งยังเป็นพาหนะของพระศิวะเวลาที่พระองคืออกเดินทางอีกด้วย

สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่งดงามแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่เราควรจะไปเป็นอย่างยื่ง เพราะนอกจากจะได้รับชมความสวยเหล่านี้แล้ว
เรายังได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของคนในสมัยก่อน ความเชื่อและศรัทธาต่อศาสนาลัทธิจนก่อให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามแห่งนี้ให้เราได้รับชมกัน